ฝ่าคลื่นลมสู่มหาสมุทรแห่งโอกาส
I.แนวโน้มตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2569 และอนาคต
แนวโน้มตลาดด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีของประเทศไทยโดยรวมกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2569 จากบทสนทนาล่าสุดกับผู้บริหารของ TCC Technology (TCCtech) ที่ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของทิศทางซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายภาคส่วนที่สำคัญ ตั้งแต่ภาพการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง การพัฒนาเครือข่ายมือถือไปสู่ 5G ไปจนถึงการที่องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้คลาวด์เป็นศูนย์กลาง พร้อมปรับระบบ ERP ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และนำ AI มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ในขณะเดียวกัน โซลูชันอาคารและเมืองอัจฉริยะก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทำให้เมืองมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน
ชี้เทรนด์! ภาพรวมอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยี
การพัฒนาแอปพลิเคชัน: Low Code / Agile Delivery
จากรายงานของ Grand View Research และ Gartner ชี้ให้เห็นว่าตลาดซอฟต์แวร์ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกสูงถึง 22.8% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2568-2573 โดยแพลตฟอร์มแบบ Low Code กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทย ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เพิ่มการผสานการส่งมอบแบบ Agile เข้ากับการเขียนโค้ดที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น และเน้นการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการผสานการพัฒนา ความปลอดภัย และการปฏิบัติการเข้าด้วยกัน” (DevSecOps) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเพื่อช่วยเร่งการพัฒนาแอปพลิเคชันให้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างครบถ้วน
ERP และ RPA: Composable, AI-enhanced cores
Gartner ระบุว่า เทคโนโลยีการพัฒนาแบบ Low Code ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ERP แบบประกอบโมดูลได้ตามต้องการ (Composable ERP) และระบบอัตโนมัติขั้นสูง (Hyper-automation) จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% ในปี 2566 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 ขณะเดียวกัน IDC ชี้ให้เห็นว่า องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังหันมาเลือกใช้ระบบ ERP ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสถาปัตยกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผสานรวม RPA (Robotic Process Automation) และใช้เครื่องมือที่ช่วยให้บุคคลทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักพัฒนามืออาชีพ) สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือโซลูชันได้ด้วยตนเองเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาและปรับกระบวนการทำงานได้รวดเร็ว ลดการเขียนโค้ดเฉพาะทาง และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลระบบ ซึ่งการนำ AI มาใช้งานกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ในธุรกิจค้าปลีก ไปจนถึงระบบอัตโนมัติอัจฉริยะในภาคการผลิต โดยตลาด RPA ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเฉลี่ยถึง 46.6% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2568-2573 ตามข้อมูลจาก Grand View Research สำหรับประเทศไทย องค์กรต่าง ๆ กำลังเร่งปรับปรุงระบบ ERP เดิมให้ทันสมัยด้วยแพลตฟอร์มแบบ Cloud-native และผสาน RPA เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ควบคู่กับการลดต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร
ความปลอดภัยทางไซเบอร์: Zero?Trust and AI?driven detection
ตามข้อมูลของ Mordor Intelligence ระบุว่า ตลาดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 894 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี นับจากปี 2568 ขณะเดียวกัน รายงานของ Gartner ระบุว่า การใช้งานคลาวด์, IoT และ AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ขอบเขตความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้องค์กรต้องปรับแนวทางด้านความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Zero Trust และการใช้ AI ในการตรวจจับภัยคุกคาม มาใช้มากขึ้น ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานของการป้องกันระบบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
โซลูชันอัจฉริยะ: IoT, energy optimization, and digital citizen services
จากผลสำรวจของ Grand View Research ระบุว่า ตลาดเมืองอัจฉริยะทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 29.4% ต่อปีในช่วงปี 2568-2573 ขณะที่ Fortune Business Insights ชี้ว่า ตลาดอาคารอัจฉริยะทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะระดับ 548.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2575 และเติบโตเฉลี่ย 21.2% ต่อปีในช่วง 2568-2573 สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนเมืองและอาคารอัจฉริยะนั้นมุ่งเน้นที่การเชื่อมโยงระบบ IoT การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาบริการสำหรับผู้ใช้งานดิจิทัล ควบคู่ไปกับข้อมูลจาก IDC ที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของบริการ Managed Services และ IT Outsourcing ซึ่งกำลังถูกยกระดับด้วยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการสนับสนุนเชิงคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดในระดับโลกจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
โครงสร้างพื้นฐาน: Scaling for efficiency and resilience
การเชื่อมต่อเครือข่าย:ประเทศไทยมีความครอบคลุมของเครือข่าย 5G มากกว่า 95% ของประชากร ขณะที่ตลาด SD-WAN ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 โดย IDC ระบุว่า SD-WAN ยังคงเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่สำคัญสำหรับองค์กร เนื่องจากช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งาน มอบการเชื่อมต่อกับคลาวด์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผล
ดาต้าเซ็นเตอร์: ตามรายงานของ Businesswire ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 12.7% ต่อปีในช่วงปี 2567-2573 โดยการอนุมัติการลงทุนจาก BOI รวมถึงการเข้ามาของผู้ให้บริการระดับโลกหลายราย สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งขยายขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตการพัฒนาพิเศษ (EEC)
คอนแทคเซ็นเตอร์: Blending Automation with human expertise
Grand View Research คาดว่า ตลาดผู้ให้บริการด้านคอนแทคเซ็นเตอร์ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 17.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตเฉลี่ย 20.3% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2068-2573 ขณะเดียวกัน Frost & Sullivan ระบุว่า ตลาดแอปพลิเคชันคอนแทคเซ็นเตอร์ในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6.1% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2562-2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการยกระดับเทคโนโลยี การย้ายระบบสู่คลาวด์ และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และบริการแบบ Self-Service
จากตัวเลขเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนสู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ และบริการดิจิทัลที่ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าและผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง
II.กลยุทธ์เพื่อเติบโตในมหาสมุทรแห่งโอกาส
ผู้บริหารของ TCC Technology (TCCtech) ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อสภาพตลาดในปี 2569 โดยคาดว่าหลายอุตสาหกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ การขยายตัวนี้มีแรงขับเคลื่อนจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ในระบบนิเวศ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ องค์กรต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและคว้าโอกาสใหม่ๆที่กำลังเกิดขึ้น แม้บางฝ่ายอาจมองแนวโน้มนี้ว่าเป็นการแข่งขันในทะเลเดือด แต่ผู้บริหารของ TCC Technology กลับมองว่าเป็น “มหาสมุทรแห่งโอกาส” ที่จะช่วยเร่งการสร้างนวัตกรรมในหลากหลายด้าน และดึงดูดการมีส่วนร่วมจากผู้เล่นระดับโลกเข้ามาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่ก่อตั้ง TCC Technology ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดที่ชัดเจน คือ “สร้างสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด พร้อมแบ่งปันคุณค่านั้นกลับสู่สังคม” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมอบบริการที่มีมาตรฐานระดับโลก ลูกค้าจึงให้ความไว้วางใจบริษัทจากผลงานที่พิสูจน์ได้จริง ควบคู่กับรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง ยืนยันถึงความพร้อมในการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงและเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าในระยะยาว นอกจากนี้ TCCtech ได้สร้างความแตกต่างด้วยการมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แทนการแข่งขันในตลาดมวลชน (Mass Market) กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรง และสามารถค้นหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่ยังมีศักยภาพ พร้อมการบริการที่หลากหลายถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ผ่านรูปแบบการให้บริการที่ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็น Property as a Service และโซลูชันแบบ “as-a-Service” อื่น ๆ และTCCtech ได้ขยายขีดความสามารถด้าน Connectivity, ERP, RPA, AI และเทคโนโลยีคลาวด์ โดยให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Cloud-first ควบคู่กับโซลูชันอัจฉริยะที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะและอาคารอัจฉริยะของประเทศไทย TCCtech ยังให้บริการพัฒนาแอปพลิเคชันขั้นสูง ครอบคลุมการจัดการข้อมูล การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น และการพัฒนาแบบคล่องตัว (agile) เพื่อตอบสนองต่อนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของลูกค้าให้เป็นไปอย่างราบรื่น ตลอดจนบริการ Help Desk และ Outsourcing ที่มีความแข็งแกร่ง ช่วยลดภาระการบริหารจัดการ พร้อมรับประกันความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยรวม
“ปี 2569 นี้ ถือเป็นวาระครบรอบ 25 ปีของ TCC Technology ที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่เราทำ บริการของ TCCtech ล้วนเริ่มจากการสร้างสรรค์ร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า มีการออกแบบโซลูชันให้ตอบโจทย์ การวางระบบอัจฉริยะ การสร้างความสามารถในการตัดสินใจบนข้อมูล ช่วยเสริมสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรับสถานการณ์ และปกป้องคุณค่าทางธุรกิจให้มั่นคงในระยะยาว” กล่าวโดย คุณธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย Managing Director บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด
“TCCtech ได้พัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในระดับสากลจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลก โดยเราเชื่อมั่นในพลังของความร่วมมือซึ่งเกิดจากการผสานศักยภาพของหลากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เข้มแข็งและช่วยเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน” กล่าวเสริมโดย คุณวลีพร สายะสิต Assistant Managing Director – Corporate Communications บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด
III. บทสรุป: 25 ปีแห่งการเติบโต และมหาสมุทรปี 2569
ในวาระครบรอบ 25 ปีของ TCC Technology ในปี 2569 สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทิศทางการเติบโตด้านดิจิทัลของประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ท่ามกลางตลาดที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการแข่งขันในทะเลเดือด TCCtech กลับเลือกที่จะมองเห็นถึง “มหาสมุทรแห่งโอกาส” ใหม่ ๆ ผ่านการร่วมมือกับลูกค้า ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรระดับโลก ด้วยรากฐานของแนวคิด “สร้างสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุด พร้อมแบ่งปันคุณค่านั้นกลับสู่สังคม” TCCtech ไม่เพียงขับเคลื่อนความสำเร็จให้กับลูกค้า แต่ยังเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าอย่างมั่นคง พร้อมทั้งได้นิยามบทบาทของผู้นำในยุคดิจิทัลขึ้นใหม่อย่างแท้จริง

