ฤดูไฟป่าเป็นหนึ่งในภัยพิบัติที่ประเทศไทยต้องเผชิญซ้ำทุกปี สร้างความเสียหายต่อป่าไม้ ระบบนิเวศ และชีวิตสัตว์ป่ารวมถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้จำนวนมาก ปัจจุบันการรับมือกับไฟป่าไม่ได้อาศัยเพียงกำลังเจ้าหน้าที่ภาคสนามอีกต่อไป แต่เริ่มมีการนำ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โดรน เซ็นเซอร์ IoT หุ่นยนต์ และข้อมูลจากดาวเทียม เข้ามาช่วยในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือระบบสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อการบริหารจัดการพื้นที่ภัยพิบัติ หรือ “Disaster Platform” ที่พัฒนาโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งเปิดให้หน่วยงานและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลภัยพิบัติของประเทศไทยผ่านเว็บแอปพลิเคชันออนไลน์ที่ https://disaster.gistda.or.th
แพลตฟอร์มนี้นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ภัยพิบัติในรูปแบบ Story Map และ Dashboard ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วในหน้าจอเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง และมลพิษทางอากาศ โดยระบบได้รับการพัฒนาและยกระดับจากแพลตฟอร์มเดิมที่มีการใช้งานมากกว่า 15 ปี เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในยุคปัจจุบัน
ดาวเทียมช่วยติดตาม “จุดความร้อน” ไฟป่าได้แม่นยำขึ้น
ข้อมูลสำคัญที่ช่วยในการเฝ้าระวังไฟป่าคือ จุดความร้อน (Hotspot) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับบริเวณโดยรอบ ข้อมูลเหล่านี้ได้จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยงหรือเกิดไฟป่าได้รวดเร็วขึ้น ลดภาระการสำรวจภาคสนาม และเพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ที่ผ่านมา GISTDA ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมหลายระบบ เช่น
– MODIS จากดาวเทียม Terra และ Aqua
– VIIRS จากดาวเทียม Suomi NPP
ซึ่งสามารถติดตามสถานการณ์ไฟป่าได้วันละหลายครั้ง ปัจจุบันเทคโนโลยีดาวเทียมมีความก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถติดตามจุดความร้อนในประเทศไทยได้สูงถึง 10 ครั้งต่อวัน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม NOAA-20 และ NOAA-21 รวมถึงสามารถวิเคราะห์เชิงพื้นที่ได้ว่า จุดความร้อนที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่ป่าประเภทใด หรือพื้นที่เกษตรประเภทใด
ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
Disaster Platform เป็นแหล่งข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ และเปิดให้ ประชาชน นักวิจัย รวมทั้งหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้วิเคราะห์สถานการณ์ได้ โดยผู้ใช้งานสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ฟรี หลังจากลงทะเบียนยืนยันตัวตนครั้งแรก
นอกจากนี้ภายในแพลตฟอร์มมีการนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติ เช่น
– จังหวัดที่มีจุดความร้อนสูง
– พื้นที่เสี่ยงไฟป่า
– พื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก
– การเปรียบเทียบสถิติไฟป่าทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค
ศูนย์กลางข้อมูลภัยพิบัติที่ทุกภาคส่วนใช้ร่วมกัน
การติดตามและแก้ไขปัญหาไฟป่าจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานท้องถิ่น ภาคเอกชน และเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ โดย Disaster Platform ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่ช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวิเคราะห์และวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถิติการใช้งานสะท้อนถึงความสำคัญของระบบนี้อย่างชัดเจน โดยในช่วงฤดูไฟป่าปี 2567 มีหน่วยงานมากกว่า 200 หน่วยงาน ขอรับข้อมูลจาก GISTDA เพื่อใช้วางแผนจัดการภัยพิบัติ ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานข้อมูลผ่าน API มีมากกว่า 208,000 ราย และมีการดาวน์โหลดข้อมูลมากกว่า 122,000 ครั้ง
ก้าวต่อไปของ Disaster Platform
ในอนาคต GISTDA มีแผนพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยี AI และ Machine Learning มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมจำนวนมหาศาลให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น พร้อมผสานข้อมูลจากดาวเทียมไทย เช่น THEOS-2 และดาวเทียมไทยโชต ซึ่งให้ภาพรายละเอียดระดับสูง เพื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ
ข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจและวางแผนบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีอวกาศกับการรับมือไฟป่า
ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอาจดูเหมือนเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่ผลกระทบของมันสามารถลุกลามไปไกลกว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ การนำ เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ มาใช้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ
Disaster Platform กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมกันรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในยุคดิจิทัล