SMT ปักธงโตระลอกใหม่! วางแผนลุยลงทุนราว 500 กว่าลบ. เพื่อพัฒนาโรงงานใหม่ เพิ่มพื้นที่ผลิต 50% รองรับการเติบโตของธุรกิจรอบด้าน

บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT เดินหน้าขยายศักยภาพการผลิตครั้งสำคัญ วางแผนลงทุนพัฒนาโรงงานใหม่ มูลค่ารวมเบื้องต้นประมาณกว่า 500 ลบ. เพิ่มพื้นที่อาคารโรงงานในเบื้องต้น (phase 1) ประมาณ 10,000 ตารางเมตร จากประมาณ 22,000 ตารางเมตรเป็นประมาณ 32,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% มุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิต รองรับแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามประมาณการความต้องการในอนาคตของลูกค้าปัจจุบันและรองรับโอกาสจากลูกค้ารายใหม่ พร้อมจัดสรรพื้นที่และกำลังการผลิตระหว่างโรงงานทั้งสองแห่ง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ PCBA, Box Build, OSAT และ Optics & Photonics ซึ่งสะท้อนโอกาสในการเติบโต และเตรียมยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในธุรกิจของบริษัท โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการผลิตภายในไตรมาส 3/2570

นายพร้อมพงศ์ ไชยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SMT เปิดเผยว่า บริษัทเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจจากแนวโน้มความต้องการของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ประกอบกับประมาณการความต้องการผลิตภัณฑ์ในอนาคตที่ได้รับจากลูกค้า จึงเตรียมความพร้อมด้านพื้นที่และกำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 บริษัทได้มีการลงนามในสัญญาซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย (สุวรรณภูมิ) อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการรองรับคำสั่งซื้อและวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน

ฝ่ายบริหารคาดการณ์เงินลงทุนพัฒนาโรงงานเพิ่มเติม ซึ่งครอบคลุมการเตรียมความพร้อมโครงการ การก่อสร้างอาคารโรงงาน ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิต เมื่อรวมกับค่าที่ดินจะมีมูลค่าการลงทุนรวมเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 500 กว่าล้านบาทในเฟสแรก อย่างไรก็ตาม งบลงทุนส่วนการพัฒนาโรงงานดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณารายละเอียด โดยฝ่ายบริหารมีกำหนดนำเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

โรงงานแห่งใหม่มีแผนก่อสร้างอาคารพื้นที่รวมประมาณ 10,000 ตารางเมตร บนพื้นที่ดินประมาณ 4 ไร่จากที่ดินที่บริษัท เข้าซื้อทั้งหมดกว่า 17 ไร่ ส่งผลให้พื้นที่อาคารโรงงานรวมของบริษัทเพิ่มจากประมาณ 22,000 ตารางเมตร เป็นประมาณ 32,000 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% โดยยังมีพื้นที่ดินสำรองสำหรับรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต สะท้อนการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวของบริษัท

นายพร้อมพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนจัดสรรพื้นที่และกำลังการผลิตระหว่างโรงงานทั้งสองแห่งให้สอดคล้องกับลักษณะของแต่ละกลุ่มธุรกิจ โดยโรงงานแห่งใหม่จะมุ่งเน้นการประกอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCBA และการประกอบผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Box Build ผ่านการติดตั้งเครื่องจักรใหม่บางส่วน ควบคู่กับการโยกย้ายเครื่องจักรบางส่วนจากโรงงานเดิมไปยังโรงงานแห่งใหม่

การโยกย้ายเครื่องจักรดังกล่าวจะช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างภายในโรงงานเดิม สำหรับรองรับการขยายกำลังการผลิตในธุรกิจการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ หรือ OSAT และธุรกิจ Optics & Photonics ในอนาคต

ทั้งนี้ การลงทุนขยายกำลังการผลิตในโรงงานเดิมจะพิจารณารายละเอียดและงบประมาณแยกต่างหาก โดยไม่รวมอยู่ในประมาณการลงทุนโครงการโรงงานใหม่จำนวน 500 กว่าล้านบาท

การจัดสรรพื้นที่ระหว่างโรงงานทั้งสองแห่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ เครื่องจักร และทรัพยากรการผลิต ตลอดจนเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ การมีฐานการผลิตเพิ่มเติมยังช่วยสนับสนุนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) โดยเพิ่มทางเลือกในการวางแผนและจัดสรรงานตามความเหมาะสมของกระบวนการผลิตและข้อกำหนดของลูกค้า

สำหรับแผนดำเนินโครงการบริษัทคาดว่าจะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 และวางแผนเริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าเริ่มดำเนินการผลิตภายในไตรมาส 3/2570 ทั้งนี้ กำหนดการดังกล่าวเป็นแผนเบื้องต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการอนุมัติรายละเอียดการลงทุนจากคณะกรรมการบริษัท การได้รับอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และความพร้อมของงานก่อสร้างและการติดตั้งเครื่องจักร

นายชาลี โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด กล่าวเสริมว่า SMT เป็นบริษัทชั้นนำของประเทศไทยในด้านการผลิตและประกอบชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง มีความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Data Center อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ

“ผมเชื่อว่าการลงทุนของ SMT ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นก้าวสำคัญในการเติบโตของบริษัทเท่านั้น แต่ยังจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอีกด้วย”